[rank_math_breadcrumb]

โรคซึมเศร้า อาการเป็นอย่างไร? พร้อมวิธีดูแลจิตใจตัวเองและคนรอบข้าง

โรคซึมเศร้ามีกี่ระยะ เรียนรู้อาการโรคซึมเศร้า โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร มีพฤติกรรมอะไรที่บ่งบอกว่ากำลังเป็น พร้อมวิธีรับมือกับภาวะซึมเศร้าได้อย่างถูกต้อง!
depression
เลือกอ่านเฉพาะหัวข้อ
โรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน และเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ หรือความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน โรคซึมเศร้าไม่ใช่แค่ความรู้สึกเศร้าชั่วคราวที่เกิดขึ้นเมื่อเราเผชิญกับปัญหาหรือความสูญเสีย แต่เป็นภาวะทางจิตที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึกหมดหวัง หรือความรู้สึกไร้ค่าที่อาจอยู่ยาวนานหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือบางครั้งอาจนานหลายปี โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ทุกเพศ และทุกสาขาอาชีพ แม้แต่คนที่ดูเหมือนจะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบก็อาจจะเป็นโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าคือ โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ การยอมรับและเข้าใจโรคนี้เป็นก้าวแรกในการช่วยเหลือทั้งตัวเองและคนที่เรารัก ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้า คืออะไร?

โรคซึมเศร้า คือ ภาวะทางจิตเวชที่ทำให้บุคคลรู้สึกเศร้า ท้อแท้ หรือหมดแรงเป็นเวลานานเกินกว่าที่จะเป็นเพียงความรู้สึกเศร้าชั่วคราว (โดยทั่วไปมักมีอาการต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป) อาการเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยสนุกหรือรู้สึกพอใจได้เหมือนเดิม โรคซึมเศร้าเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง ประสบการณ์ชีวิตที่กระทบกระเทือนจิตใจ พันธุกรรม ความเครียดเรื้อรัง รวมไปถึงปัญหาสุขภาพกาย หรือปัญหาภายในครอบครัว ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจรู้สึกไร้ค่า หมดความหวัง หรืออาจมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย โรคซึมเศร้าไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกเศร้า แต่เป็นภาวะที่ต้องการการรักษาและการดูแลอย่างจริงจังจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้อีกครั้ง

โรคซึมเศร้า มีกี่ระดับ กี่ระยะ?

depression-level
โรคซึมเศร้าสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 โรคซึมเศร้าระดับเล็กน้อย (Mild Depression)

ในระยะผู้ป่วยมักจะมีอาการเหล่านี้

  • อาการทางอารมณ์: ผู้ป่วยอาจรู้สึกเศร้า หมดสนุกในสิ่งที่เคยชอบทำ แต่ความรู้สึกเหล่านี้จะไม่รุนแรงจนทำให้หมดกำลังใจในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
  • อาการทางกาย: อาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในเรื่องของการนอน การกิน เช่น อาจจะนอนไม่ค่อยหลับหรือหลับมากเกินไป กินมากขึ้นหรือน้อยลง แต่ยังสามารถควบคุมได้
  • ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน: แม้จะรู้สึกยากลำบากในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่ยังสามารถทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

ระยะที่ 2 โรคซึมเศร้าระดับปานกลาง (Moderate Depression)

ในระยะผู้ป่วยจะมีอาการเหล่านี้

  • อาการทางอารมณ์: ผู้ป่วยจะรู้สึกเศร้าหรือท้อแท้บ่อยขึ้น ความรู้สึกหมดความหวัง หรือความรู้สึกไร้ค่าจะเริ่มเด่นชัดมากขึ้น
  • อาการทางกาย: การนอนหลับและการกินจะมีปัญหามากขึ้น เช่น นอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน หรือกินมาก หรือกินน้อยเกินไปจนเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ บางครั้งอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายหรือไม่มีแรงในการทำกิจกรรมที่เคยทำได้
  • ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน: ความสามารถในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันจะลดลง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่น อาจมีความรู้สึกว่าต้องการความช่วยเหลือในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่ยังสามารถทำได้เองในบางครั้ง

ระยะที่ 3 โรคซึมเศร้าระดับรุนแรง (Severe Depression)

ในระยะผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น

  • อาการทางอารมณ์: ความรู้สึกเศร้าและท้อแท้จะมีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยอาจรู้สึกหมดความหวังอย่างสิ้นเชิง มีความรู้สึกไร้ค่าอย่างมาก สนใจสิ่งแวดล้อมน้อยลง บางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิด ไม่อยู่นิ่ง มีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน อาจมีหูแว่วมีเสียงคนมาพูดคุยด้วย และมีความคิดที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย
  • อาการทางกาย: อาจมีการนอนหรือการกินที่แย่ลงอย่างรุนแรง เช่น กินไม่ได้ กินมากเกินไป นอนไม่หลับเลย หรือหลับมากเกินไปจนไม่สามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ อาจรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา หรือมีปัญหาสุขภาพกายที่เกี่ยวข้องกับความเครียดร่วมด้วย เช่น ปวดหัวหรือปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน: ผู้ป่วยในระดับนี้อาจไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ เช่น การทำงาน การดูแลตัวเอง หรือการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น ในบางกรณีอาจต้องการการช่วยเหลือจากคนรอบข้างในการดูแลตัวเอง และต้องการการบำบัดรักษาโดยด่วน

รวมพฤติกรรมที่บ่งบอก ว่าคุณกำลังเป็นโรคซึมเศร้า

พฤติกรรมเหล่านี้บ่งบอกว่าคุณอาจกำลังเป็นโรคซึมเศร้า โดยสามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้

1. รู้สึกเศร้าหรือท้อแท้ตลอดเวลา

รู้สึกเศร้า หมดหวัง หรือไร้ค่าเกือบทุกวัน และรู้สึกเศร้า หมดหวัง ไร้ค่าอยู่ตลอดเวลา

2. หมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ

กิจกรรมที่เคยทำให้รู้สึกสนุกหรือมีความสุข กลับไม่สร้างความพึงพอใจหรือความสนใจอีกต่อไป

3. มีปัญหาการนอนหลับ

นอนไม่หลับ หลับยาก หรือบางครั้งอาจนอนมากเกินไป แต่ตื่นขึ้นมาก็ยังรู้สึกเหนื่อย ไม่สดชื่น

4. การกินเปลี่ยนแปลงไป

ความอยากอาหารลดลงหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

5. รู้สึกหมดพลังหรือเหนื่อยง่าย

รู้สึกหมดแรงหรือเหนื่อยตลอดเวลา แม้จะไม่ได้ทำงานหนักก็ตาม

6. หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม

หลีกเลี่ยงการพบปะหรือพูดคุยกับคนอื่น รวมถึงหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เคยทำร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง

7. ความคิดไม่ชัดเจน มีปัญหาในการตัดสินใจ

มีปัญหาในการคิดหรือการตัดสินใจ แม้แต่เรื่องง่าย ๆ ที่เคยทำได้โดยไม่ต้องคิดมาก เช่น การเลือกอาหารเช้าหรือการตัดสินใจว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำ สมาธิสั้นลง ทำให้ทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ช้าหรือทำผิดพลาดบ่อย

8. ความรู้สึกไร้ค่า หรือรู้สึกผิด

โทษตัวเองอย่างหนักในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนทำให้รู้สึกสิ้นหวังและคิดว่าตนเองไม่สมควรที่จะได้รับความรักหรือความสำเร็จในชีวิต

9. มีความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเองหรือความตาย

มีความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง การฆ่าตัวตาย หรือพูดถึงความตายบ่อย ๆ
พฤติกรรมเหล่านี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันหรือบางส่วน แต่หากเกิดขึ้นเป็นเวลานานและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
หากคุณรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับอาการซึมเศร้า หรือ ต้องการตรวจสอบสุขภาพจิตของตัวเอง สามารถดาวน์โหลดแอป Ooca ได้ฟรี ในแอปมีแบบทดสอบโรคซึมเศร้าให้คุณทำได้ง่าย ๆ และยังสามารถปรึกษาแพทย์ และนักจิตวิทยาออนไลน์ได้ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน และสำหรับใครที่ต้องการพบแพทย์เพื่อพูดคุยหรือปรึกษาแพทย์ Ooca ยังมีคลินิกที่คุณสามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ได้เช่นกัน ข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับ ทั้งประวัติและบทสนทนา โดยจะถูกเก็บเป็นความลับระหว่างคุณและผู้ให้คำปรึกษาเท่านั้น

ประเภทของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้ามีหลายประเภท ซึ่งพฤติกรรมของผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าจะต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทของโรค ได้แก่

  • โรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ดีเพรสชั่น (Major Depressive Disorder – MDD)
    • ลักษณะอาการ: รู้สึกเศร้า ท้อแท้ หรือไร้ค่าเกือบทุกวันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ พร้อมกับมีอาการเสริมอื่น ๆ เช่น ปัญหาในการนอนหลับ (นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป) ไม่สนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ ความอยากอาหารเปลี่ยนไป (กินมากหรือน้อยเกินไป) และมีอาการเหนื่อยล้า โดยโรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ดีเพรสชั่นยังมีกลุ่มที่เป็นประเภทเฉพาะ ได้แก่
  • โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder – SAD): เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว และมักหายไปในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน
  • โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด (Prenatal Depression and Postpartum Depression): โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์เกิดระหว่างการตั้งครรภ์ ส่วนโรคซึมเศร้าหลังคลอดเกิดภายใน 4 สัปดาห์หลังการคลอดบุตร
  • โรคซึมเศร้าแบบเฉพาะ (Atypical Depression): อาการของโรคซึมเศร้าประเภทนี้แตกต่างเล็กน้อยจากโรคซึมเศร้าทั่วไป โดยอาการหลักคือการมีอารมณ์ดีขึ้นชั่วคราวเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่ดี (mood reactivity) และมีอาการอื่น ๆ เช่น ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น และอ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธ (rejection sensitivity)
  • โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Persistent Depressive Disorder – PDD)
    • ลักษณะอาการ: มีอาการซึมเศร้าในระดับน้อยกว่าหรือปานกลางเมื่อเทียบกับเมเจอร์ดีเพรสชั่น แต่จะมีอาการต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 2 ปี เรียกอีกอย่างว่า dysthymia แม้ว่าอาการจะน้อยกว่าเมเจอร์ดีเพรสชั่นแต่ก็มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก

เนื่องจากโรคซึมเศร้าเรื้อรังเป็นภาวะที่ซับซ้อน จึงมักต้องใช้วิธีการรักษาที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันคือการรักษาด้วย Deep Transcranial Magnetic Stimulation (dTMS)  เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้สนามแม่เหล็กกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ dTMS เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบดั้งเดิม dTMS มีข้อดีคือ  ไม่ต้องใช้ยาสลบ ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง และช่วยปรับสมดุลการทำงานของสมอง ซึ่งมีส่วนช่วยลดอาการซึมเศร้าและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้

  • โรคซึมเศร้าจากความผิดปกติของอารมณ์ (Disruptive Mood Dysregulation Disorder – DMDD)
    • ลักษณะอาการ: พบในเด็ก ทำให้เด็กมีอาการหงุดหงิดเรื้อรังและแสดงอารมณ์รุนแรงบ่อย ๆ โดยมักเริ่มพบอาการก่อนอายุ 10 ปี
  • โรคซึมเศร้าก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Dysphoric Disorder – PMDD)
    • ลักษณะอาการ: มีอาการก่อนมีประจำเดือนร่วมกับอาการซึมเศร้า เช่น วิตกกังวล รู้สึกสิ้นหวัง โดยอาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นหลังจากเริ่มมีประจำเดือน
  • โรคซึมเศร้าจากภาวะทางการแพทย์อื่น ๆ
    • ลักษณะอาการ: เป็นโรคซึมเศร้าที่สัมพันธ์กับโรคทางร่างกาย เช่น โรคไทรอยด์ โรคหัวใจ โรคพาร์กินสัน หรือมะเร็ง อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า หากรักษาโรคที่เป็นสาเหตุได้ ภาวะซึมเศร้าก็มักจะดีขึ้น

วิธีการป้องกันและรักษาโรคซึมเศร้า อย่างถูกต้อง

โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่รักษาให้หายได้ แต่ต้องรักษาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้การป้องกันการเป็นซ้ำก็มีความสำคัญมาก โดยวิธีการรักษาและป้องกันโรคซึมเศร้าทำได้โดย

  • การรักษาโรคซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้าต้องใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแพทย์อาจเริ่มจากการรักษาด้วยยา ซึ่งควรรับประทานต่อเนื่องประมาณ 6-9 เดือนหลังจากอาการดีขึ้น เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หากกลับมาเป็นซ้ำอีก อาจต้องใช้ยาและการรักษานานกว่าครั้งแรก

การบำบัดด้วยการพูดคุยกับจิตแพทย์ หรือนักจิตบำบัด เช่น การทำพฤติกรรมบำบัด (CBT) จะสามารถช่วยในการจัดการกับอารมณ์และความคิดที่ส่งผลต่อโรคซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ การดูแลตัวเอง เช่น การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดี และการพักผ่อนให้เพียงพอ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและการพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ก็สามารถช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำได้

  • การป้องกันโรคซึมเศร้า
    • จัดการความเครียด: ความเครียดจากชีวิตประจำวัน เช่น ปัญหาที่เกี่ยวกับงาน การเงิน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญของโรคซึมเศร้า รวมทั้งการกลับมาเป็นซ้ำ การหาวิธีจัดการกับความเครียด เช่น การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย หรือการพูดคุยกับนักจิตบำบัด หรือการปรึกษาจิตแพทย์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
  • ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม: การมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพจิตที่ดี เช่น การมีสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ดี และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น สามารถช่วยป้องกันโรค และป้องกันการเป็นซ้ำ การปรับให้ชีวิตประจำวันมีความสมดุลและลดปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความเครียด ก็ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้
  • การสนับสนุนจากคนรอบข้าง: การมีความสัมพันธ์ที่ดีและการได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อนสามารถช่วยให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และรู้สึกเชื่อมโยงกับคนรอบข้าง เป็นการส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตที่ดี

คำแนะนำการดูแลตัวเองและคนรอบข้าง เมื่อเป็นโรคซึมเศร้า

เมื่อเป็นโรคซึมเศร้า อย่ากลัวกับการไปพบจิตแพทย์ โรคซึมเศร้าก็เป็นการเจ็บป่วยอย่างหนึ่งเหมือนกับโรคที่เป็นการเจ็บป่วยทางกายอื่น ๆ  การไปพบแพทย์จะทำให้ได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง และช่วยให้อาการดีขึ้นได้  อย่างไรก็ตามเพราะการดูแลตัวเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้างเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับการดูแลตัวเอง ควรเริ่มจากการรักษาสุขภาพกายด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และพักผ่อนให้เพียงพอ การจัดการความเครียดด้วยการฝึกสมาธิหรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ นอกจากนี้ การมีตารางชีวิตที่เป็นระเบียบ รวมถึงการติดตามแผนการรักษาจากแพทย์เป็นประจำก็จะช่วยให้อาการของโรคซึมเศร้าดีขึ้น  ในส่วนของคนรอบข้าง การให้สนับสนุนทางอารมณ์กับผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การรับฟังและเข้าใจโดยไม่ตัดสินหรือวิจารณ์ การส่งเสริมให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามแผนการรักษาและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในชีวิตประจำวันก็จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกได้รับการสนับสนุนและรู้สึกไม่โดดเดี่ยว การดูแลทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ร่วมกับการสนับสนุนที่เหมาะสมจากคนรอบข้าง จะทำให้การอาการของโรคซึมเศร้าดีขึ้นได้ คนรอบข้างของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าควรพูดคุยกับผู้ป่วยอย่างไร หาคำตอบได้จากคลิปนี้!

เราควรเริ่มเข้าปรึกษาจิตแพทย์เมื่อไหร่?

ควรปรึกษาจิตแพทย์ทันที เมื่อคุณรู้สึกว่าอารมณ์หรือความคิดของคุณเปลี่ยนไป และเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น รู้สึกเศร้า ท้อแท้ หรือหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ หรือหากคุณมีอาการเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ หรือมีความคิดเชิงลบเกี่ยวกับตนเองหรือชีวิตที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ หากคุณรู้สึกว่าความเครียดหรือความวิตกกังวลเริ่มควบคุมไม่ได้หรือรู้สึกว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือในการจัดการอารมณ์หรือความคิด การปรึกษาจิตแพทย์จะช่วยให้คุณได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำในการดูแลสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ที่ Ooca เรามีบริการให้คำปรึกษาโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้คุณสามารถพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญได้ทุกที่ทุกเวลา โดยที่ไม่ต้องเดินทาง และหากคุณต้องการพบแพทย์แบบเจอตัว เราก็มี

“ooca mental wellness clinic” ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ ที่เกษรเซ็นเตอร์ ชั้น 5 

ที่พร้อมให้บริการด้วยทีมงานพร้อมที่จะเข้าใจดูแลคุณ นอกจากนี้เรายังมี บริการรับยาที่บ้าน โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมารับยาที่คลินิก ข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับ ทั้งประวัติและบทสนทนา โดยจะถูกเก็บเป็นความลับระหว่างคุณและผู้ให้คำปรึกษาเท่านั้น

ปรึกษาปัญหาในใจกับจิตแพทย์ และนักจิตวิทยาโดยตรง!

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคซึมเศร้า?

หากคุณรู้สึกเศร้าหรือหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ และมีความคิดลบที่ไม่หายไป นี่อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้า การพบจิตแพทย์จะช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น และได้รับการดูแลอย่างตรงจุด

โรคซึมเศร้าอาการมีกี่ระดับ?

โรคซึมเศร้ามี 3 ระดับ
  • ระดับเล็กน้อย (Mild): อาการซึมเศร้าไม่รุนแรงและไม่กระทบชีวิตประจำวันมากนัก อาจมีอาการ เช่น รู้สึกเศร้าหรือหมดความสนใจในบางสิ่งบางอย่าง แต่ยังสามารถทำกิจกรรมประจำวันได้
  • ระดับปานกลาง (Moderate): อาการเริ่มรุนแรงขึ้น กระทบการทำงานและความสัมพันธ์ เช่น มีความรู้สึกเศร้าอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีปัญหาในการทำงานหรือกิจวัตรประจำวัน
  • ระดับรุนแรง (Severe): อาการซึมเศร้ารุนแรงมากและกระทบทุกด้านของชีวิต เช่น การรู้สึกหมดหวังและท้อแท้มาก ๆ อาจมีปัญหาสุขภาพกายและมีความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตาย

โรคซึมเศร้า และภาวะซึมเศร้าต่างกันอย่างไร?

  • โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder): เป็นภาวะที่มีอาการซึมเศร้าหรือท้อแท้รุนแรงและต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ โดยอาการจะส่งผลกระทบต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวัน เช่น รู้สึกหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ นอนไม่หลับ หรือมีความคิดลบ อาการนี้ต้องการการวินิจฉัยและการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการและฟื้นฟูสุขภาพจิต
  • ภาวะซึมเศร้า (Depressive Episode): เป็นช่วงเวลาที่มีอาการซึมเศร้าหรือรู้สึกเศร้าอย่างชั่วคราว ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดจากเหตุการณ์เฉพาะ เช่น การสูญเสียหรือปัญหาชีวิต ภาวะนี้อาจไม่รุนแรงหรือไม่ยืดเยื้อเท่ากับโรคซึมเศร้า และอาจฟื้นตัวได้เองหากสามารถจัดการกับสาเหตุของความเครียด หรือมีการปรับตัวต่อปัญหาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามภาวะซึมเศร้าเป็นอาการอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าสามารถหายเองได้ไหม?

โรคซึมเศร้าอาจดีขึ้นหรือหายได้เอง แต่ไม่เสมอไป อย่างไรก็ตามไม่ควรพึ่งพาการหายเองเพียงอย่างเดียว เพราะอาการอาจรุนแรง ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน และอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ การได้รับรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น การทำจิตบำบัดหรือการใช้ยา จะช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้น การปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยให้คุณได้รับการดูแลที่เหมาะสมและทำให้อาการดีขึ้นได้

แชร์บทความนี้ ให้คนที่ห่วงใย

Picture of ooca
ooca
บทความด้านสุขภาพจิตหลากหลายด้าน เป็นคลังความรู้ให้คุณได้อ่านและพร้อมรับมือกับทุกปัญหา

สนใจปรึกษานักจิตวิทยา
แบบนั่งคุยจากที่บ้าน
ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลย

อูก้าเป็นกำลังใจให้นะ!
แอดเลย Line Official

พนักงานหมด Passion ในการทำงาน องค์กรจะต้องทำอย่างไร?

เมื่อพนักงาน “หมด Passion” จะทำอย่างไร? ooca แนะนำเทคนิคฟื้นฟูแรงจูงใจในการทำงาน ช่วยผู้บริหารสร้างบรรยากาศองค์กรที่กระตุ้นพลังและความกระตือรือร้นให้กลับมา

ดาวน์โหลดแอป ooca

สแกน QR code เพื่อดาวน์โหลดแอป

หรือคลิกเพื่อดาวน์โหลดแอป 

ฟีเจอร์ใหม่มาแรง! 💊 ปรึกษาจิตแพทย์ผ่านอูก้า รับยาที่บ้านได้แล้ววันนี้

ฟีเจอร์ใหม่มาแรง! 💊

ปรึกษาจิตแพทย์ผ่านอูก้า รับยาที่บ้านได้แล้ววันนี้