ทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้า คืออะไร?
โรคซึมเศร้า มีกี่ระดับ กี่ระยะ?
ระยะที่ 1 โรคซึมเศร้าระดับเล็กน้อย (Mild Depression)
ในระยะผู้ป่วยมักจะมีอาการเหล่านี้
- อาการทางอารมณ์: ผู้ป่วยอาจรู้สึกเศร้า หมดสนุกในสิ่งที่เคยชอบทำ แต่ความรู้สึกเหล่านี้จะไม่รุนแรงจนทำให้หมดกำลังใจในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
- อาการทางกาย: อาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในเรื่องของการนอน การกิน เช่น อาจจะนอนไม่ค่อยหลับหรือหลับมากเกินไป กินมากขึ้นหรือน้อยลง แต่ยังสามารถควบคุมได้
- ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน: แม้จะรู้สึกยากลำบากในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่ยังสามารถทำงานหรือทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
ระยะที่ 2 โรคซึมเศร้าระดับปานกลาง (Moderate Depression)
ในระยะผู้ป่วยจะมีอาการเหล่านี้
- อาการทางอารมณ์: ผู้ป่วยจะรู้สึกเศร้าหรือท้อแท้บ่อยขึ้น ความรู้สึกหมดความหวัง หรือความรู้สึกไร้ค่าจะเริ่มเด่นชัดมากขึ้น
- อาการทางกาย: การนอนหลับและการกินจะมีปัญหามากขึ้น เช่น นอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน หรือกินมาก หรือกินน้อยเกินไปจนเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ บางครั้งอาจรู้สึกเหนื่อยง่ายหรือไม่มีแรงในการทำกิจกรรมที่เคยทำได้
- ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน: ความสามารถในการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันจะลดลง ผู้ป่วยอาจเริ่มมีปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่น อาจมีความรู้สึกว่าต้องการความช่วยเหลือในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่ยังสามารถทำได้เองในบางครั้ง
ระยะที่ 3 โรคซึมเศร้าระดับรุนแรง (Severe Depression)
ในระยะผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น
- อาการทางอารมณ์: ความรู้สึกเศร้าและท้อแท้จะมีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยอาจรู้สึกหมดความหวังอย่างสิ้นเชิง มีความรู้สึกไร้ค่าอย่างมาก สนใจสิ่งแวดล้อมน้อยลง บางคนอาจมีอารมณ์หงุดหงิด ไม่อยู่นิ่ง มีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอน อาจมีหูแว่วมีเสียงคนมาพูดคุยด้วย และมีความคิดที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย
- อาการทางกาย: อาจมีการนอนหรือการกินที่แย่ลงอย่างรุนแรง เช่น กินไม่ได้ กินมากเกินไป นอนไม่หลับเลย หรือหลับมากเกินไปจนไม่สามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ อาจรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา หรือมีปัญหาสุขภาพกายที่เกี่ยวข้องกับความเครียดร่วมด้วย เช่น ปวดหัวหรือปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน: ผู้ป่วยในระดับนี้อาจไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ เช่น การทำงาน การดูแลตัวเอง หรือการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น ในบางกรณีอาจต้องการการช่วยเหลือจากคนรอบข้างในการดูแลตัวเอง และต้องการการบำบัดรักษาโดยด่วน
รวมพฤติกรรมที่บ่งบอก ว่าคุณกำลังเป็นโรคซึมเศร้า
1. รู้สึกเศร้าหรือท้อแท้ตลอดเวลา
2. หมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ
กิจกรรมที่เคยทำให้รู้สึกสนุกหรือมีความสุข กลับไม่สร้างความพึงพอใจหรือความสนใจอีกต่อไป
3. มีปัญหาการนอนหลับ
นอนไม่หลับ หลับยาก หรือบางครั้งอาจนอนมากเกินไป แต่ตื่นขึ้นมาก็ยังรู้สึกเหนื่อย ไม่สดชื่น
4. การกินเปลี่ยนแปลงไป
ความอยากอาหารลดลงหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
5. รู้สึกหมดพลังหรือเหนื่อยง่าย
รู้สึกหมดแรงหรือเหนื่อยตลอดเวลา แม้จะไม่ได้ทำงานหนักก็ตาม
6. หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม
หลีกเลี่ยงการพบปะหรือพูดคุยกับคนอื่น รวมถึงหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เคยทำร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง
7. ความคิดไม่ชัดเจน มีปัญหาในการตัดสินใจ
มีปัญหาในการคิดหรือการตัดสินใจ แม้แต่เรื่องง่าย ๆ ที่เคยทำได้โดยไม่ต้องคิดมาก เช่น การเลือกอาหารเช้าหรือการตัดสินใจว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำ สมาธิสั้นลง ทำให้ทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ช้าหรือทำผิดพลาดบ่อย
8. ความรู้สึกไร้ค่า หรือรู้สึกผิด
โทษตัวเองอย่างหนักในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนทำให้รู้สึกสิ้นหวังและคิดว่าตนเองไม่สมควรที่จะได้รับความรักหรือความสำเร็จในชีวิต
9. มีความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเองหรือความตาย
ประเภทของโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้ามีหลายประเภท ซึ่งพฤติกรรมของผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าจะต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทของโรค ได้แก่
- โรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ดีเพรสชั่น (Major Depressive Disorder – MDD)
- ลักษณะอาการ: รู้สึกเศร้า ท้อแท้ หรือไร้ค่าเกือบทุกวันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ พร้อมกับมีอาการเสริมอื่น ๆ เช่น ปัญหาในการนอนหลับ (นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป) ไม่สนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ ความอยากอาหารเปลี่ยนไป (กินมากหรือน้อยเกินไป) และมีอาการเหนื่อยล้า โดยโรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ดีเพรสชั่นยังมีกลุ่มที่เป็นประเภทเฉพาะ ได้แก่
- โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder – SAD): เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว และมักหายไปในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน
- โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด (Prenatal Depression and Postpartum Depression): โรคซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์เกิดระหว่างการตั้งครรภ์ ส่วนโรคซึมเศร้าหลังคลอดเกิดภายใน 4 สัปดาห์หลังการคลอดบุตร
- โรคซึมเศร้าแบบเฉพาะ (Atypical Depression): อาการของโรคซึมเศร้าประเภทนี้แตกต่างเล็กน้อยจากโรคซึมเศร้าทั่วไป โดยอาการหลักคือการมีอารมณ์ดีขึ้นชั่วคราวเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่ดี (mood reactivity) และมีอาการอื่น ๆ เช่น ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น และอ่อนไหวต่อการถูกปฏิเสธ (rejection sensitivity)
- โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Persistent Depressive Disorder – PDD)
- ลักษณะอาการ: มีอาการซึมเศร้าในระดับน้อยกว่าหรือปานกลางเมื่อเทียบกับเมเจอร์ดีเพรสชั่น แต่จะมีอาการต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 2 ปี เรียกอีกอย่างว่า dysthymia แม้ว่าอาการจะน้อยกว่าเมเจอร์ดีเพรสชั่นแต่ก็มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก
เนื่องจากโรคซึมเศร้าเรื้อรังเป็นภาวะที่ซับซ้อน จึงมักต้องใช้วิธีการรักษาที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันคือการรักษาด้วย Deep Transcranial Magnetic Stimulation (dTMS) เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้สนามแม่เหล็กกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ dTMS เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบดั้งเดิม dTMS มีข้อดีคือ ไม่ต้องใช้ยาสลบ ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง และช่วยปรับสมดุลการทำงานของสมอง ซึ่งมีส่วนช่วยลดอาการซึมเศร้าและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้
- โรคซึมเศร้าจากความผิดปกติของอารมณ์ (Disruptive Mood Dysregulation Disorder – DMDD)
- ลักษณะอาการ: พบในเด็ก ทำให้เด็กมีอาการหงุดหงิดเรื้อรังและแสดงอารมณ์รุนแรงบ่อย ๆ โดยมักเริ่มพบอาการก่อนอายุ 10 ปี
- โรคซึมเศร้าก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Dysphoric Disorder – PMDD)
- ลักษณะอาการ: มีอาการก่อนมีประจำเดือนร่วมกับอาการซึมเศร้า เช่น วิตกกังวล รู้สึกสิ้นหวัง โดยอาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นหลังจากเริ่มมีประจำเดือน
- โรคซึมเศร้าจากภาวะทางการแพทย์อื่น ๆ
- ลักษณะอาการ: เป็นโรคซึมเศร้าที่สัมพันธ์กับโรคทางร่างกาย เช่น โรคไทรอยด์ โรคหัวใจ โรคพาร์กินสัน หรือมะเร็ง อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า หากรักษาโรคที่เป็นสาเหตุได้ ภาวะซึมเศร้าก็มักจะดีขึ้น
วิธีการป้องกันและรักษาโรคซึมเศร้า อย่างถูกต้อง
โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่รักษาให้หายได้ แต่ต้องรักษาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้การป้องกันการเป็นซ้ำก็มีความสำคัญมาก โดยวิธีการรักษาและป้องกันโรคซึมเศร้าทำได้โดย
- การรักษาโรคซึมเศร้า
การรักษาโรคซึมเศร้าต้องใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแพทย์อาจเริ่มจากการรักษาด้วยยา ซึ่งควรรับประทานต่อเนื่องประมาณ 6-9 เดือนหลังจากอาการดีขึ้น เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หากกลับมาเป็นซ้ำอีก อาจต้องใช้ยาและการรักษานานกว่าครั้งแรก
การบำบัดด้วยการพูดคุยกับจิตแพทย์ หรือนักจิตบำบัด เช่น การทำพฤติกรรมบำบัด (CBT) จะสามารถช่วยในการจัดการกับอารมณ์และความคิดที่ส่งผลต่อโรคซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ การดูแลตัวเอง เช่น การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดี และการพักผ่อนให้เพียงพอ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและการพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ก็สามารถช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำได้
- การป้องกันโรคซึมเศร้า
- จัดการความเครียด: ความเครียดจากชีวิตประจำวัน เช่น ปัญหาที่เกี่ยวกับงาน การเงิน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญของโรคซึมเศร้า รวมทั้งการกลับมาเป็นซ้ำ การหาวิธีจัดการกับความเครียด เช่น การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย หรือการพูดคุยกับนักจิตบำบัด หรือการปรึกษาจิตแพทย์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
- ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม: การมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพจิตที่ดี เช่น การมีสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ดี และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น สามารถช่วยป้องกันโรค และป้องกันการเป็นซ้ำ การปรับให้ชีวิตประจำวันมีความสมดุลและลดปัจจัยที่เป็นสาเหตุของความเครียด ก็ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้
- การสนับสนุนจากคนรอบข้าง: การมีความสัมพันธ์ที่ดีและการได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อนสามารถช่วยให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และรู้สึกเชื่อมโยงกับคนรอบข้าง เป็นการส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตที่ดี
คำแนะนำการดูแลตัวเองและคนรอบข้าง เมื่อเป็นโรคซึมเศร้า
เราควรเริ่มเข้าปรึกษาจิตแพทย์เมื่อไหร่?
ควรปรึกษาจิตแพทย์ทันที เมื่อคุณรู้สึกว่าอารมณ์หรือความคิดของคุณเปลี่ยนไป และเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น รู้สึกเศร้า ท้อแท้ หรือหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ หรือหากคุณมีอาการเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ หรือมีความคิดเชิงลบเกี่ยวกับตนเองหรือชีวิตที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ หากคุณรู้สึกว่าความเครียดหรือความวิตกกังวลเริ่มควบคุมไม่ได้หรือรู้สึกว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือในการจัดการอารมณ์หรือความคิด การปรึกษาจิตแพทย์จะช่วยให้คุณได้รับการวินิจฉัยและคำแนะนำในการดูแลสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
ที่ Ooca เรามีบริการให้คำปรึกษาโดยจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้คุณสามารถพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญได้ทุกที่ทุกเวลา โดยที่ไม่ต้องเดินทาง และหากคุณต้องการพบแพทย์แบบเจอตัว เราก็มี
“ooca mental wellness clinic” ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ ที่เกษรเซ็นเตอร์ ชั้น 5
ที่พร้อมให้บริการด้วยทีมงานพร้อมที่จะเข้าใจดูแลคุณ นอกจากนี้เรายังมี บริการรับยาที่บ้าน โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมารับยาที่คลินิก ข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับ ทั้งประวัติและบทสนทนา โดยจะถูกเก็บเป็นความลับระหว่างคุณและผู้ให้คำปรึกษาเท่านั้น
ปรึกษาปัญหาในใจกับจิตแพทย์ และนักจิตวิทยาโดยตรง!
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคซึมเศร้า?
หากคุณรู้สึกเศร้าหรือหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ และมีความคิดลบที่ไม่หายไป นี่อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้า การพบจิตแพทย์จะช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น และได้รับการดูแลอย่างตรงจุด
โรคซึมเศร้าอาการมีกี่ระดับ?
- ระดับเล็กน้อย (Mild): อาการซึมเศร้าไม่รุนแรงและไม่กระทบชีวิตประจำวันมากนัก อาจมีอาการ เช่น รู้สึกเศร้าหรือหมดความสนใจในบางสิ่งบางอย่าง แต่ยังสามารถทำกิจกรรมประจำวันได้
- ระดับปานกลาง (Moderate): อาการเริ่มรุนแรงขึ้น กระทบการทำงานและความสัมพันธ์ เช่น มีความรู้สึกเศร้าอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีปัญหาในการทำงานหรือกิจวัตรประจำวัน
- ระดับรุนแรง (Severe): อาการซึมเศร้ารุนแรงมากและกระทบทุกด้านของชีวิต เช่น การรู้สึกหมดหวังและท้อแท้มาก ๆ อาจมีปัญหาสุขภาพกายและมีความคิดเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตาย
โรคซึมเศร้า และภาวะซึมเศร้าต่างกันอย่างไร?
- โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder): เป็นภาวะที่มีอาการซึมเศร้าหรือท้อแท้รุนแรงและต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ โดยอาการจะส่งผลกระทบต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวัน เช่น รู้สึกหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ นอนไม่หลับ หรือมีความคิดลบ อาการนี้ต้องการการวินิจฉัยและการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการและฟื้นฟูสุขภาพจิต
- ภาวะซึมเศร้า (Depressive Episode): เป็นช่วงเวลาที่มีอาการซึมเศร้าหรือรู้สึกเศร้าอย่างชั่วคราว ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดจากเหตุการณ์เฉพาะ เช่น การสูญเสียหรือปัญหาชีวิต ภาวะนี้อาจไม่รุนแรงหรือไม่ยืดเยื้อเท่ากับโรคซึมเศร้า และอาจฟื้นตัวได้เองหากสามารถจัดการกับสาเหตุของความเครียด หรือมีการปรับตัวต่อปัญหาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามภาวะซึมเศร้าเป็นอาการอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้า







