ไบโพลาร์ (Bipolar) คืออะไร : ทำความเข้าใจและสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

เข้าใจโรคไบโพลาร์ (Bipolar) และสาเหตุ คำอธิบายที่ช่วยเข้าใจอาการและการเกิดของโรคไบโพลาร์อย่างเป็นรายละเอียด
ไบโพลาร์ (Bipolar) คืออะไร

เลือกอ่านเฉพาะหัวข้อ

โรคไบโพลาร์ (Bipolar) อีกหนึ่งปัญหาทางใจ ที่หลาย ๆ คนอาจเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่รู้ว่าอาการที่แท้จริงของโรคนี้มาจากอะไรกันแน่ วันนี้อูก้าก็ได้นำสาระความรู้มาฝากกันอีกเช่นเคย เดิมทีโรคนี้ถูกเรียกว่า Manic depression ซึ่งเป็นภาวะทางสุขภาพจิตที่ทำให้ผู้ป่วยกเกิดอารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรง ซึ่งจะมี 2 ขั้นอารมณ์ที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น ช่วงอารมณ์ขึ้นสูง (Mania or hypomania) และช่วงตกต่ำ (Depression)

ไบโพลาร์ (Bipolar) กับ 2 ขั้วอารมณ์ ที่คุณต้องทำความรู้จัก

เมื่อคุณรู้สึกหดหู่ใจ (Depression) คุณอาจรู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวัง และสูญเสียความสนใจหรือไม่มีความสุขกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่เมื่ออารมณ์ของคุณเปลี่ยนไปและเข้าสู่ขั้ว Mania or hypomania คุณจะรู้สึกร่าเริง เต็มไปด้วยพลัง หรือหงุดหงิดผิดปกติ ก็ได้ อารมณ์แปรปรวนเหล่านี้อาจส่งผลต่อการนอนหลับ พลังงานในการใช้ชีวิต การทำกิจกรรมต่าง ๆ และกระทบต่อความสามารถในการคิดอย่างชัดเจน

ประเภทของโรคอารมณ์ 2 ขั้ว

โรคอารมณ์ 2 ขั้ว แท้จริงแล้วมีหลายประเภท ซึ่งอาการต่าง ๆ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ ส่งผลทำให้เกิดความทุกข์ และความยากลำบากในชีวิตอย่างมาก ซึ่งอูก้าก็ได้นำประเภทของโรคอารมณ์ 2 ขั้วที่พบได้บ่อยมาแนะนำกัน

  • โรคไบโพลาร์ I พบอาการคลุ้มคลั่งอย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังภาวะซึมเศร้าก็ได้ ในบางกรณีอาการคลุ้มคลั่งที่เกิดขึ้น อาจทำให้ความคิดถูกตัดขาดจากโลกความเป็นจริง (โรคจิต)
  • โรคไบโพลาร์ II พบอาการซึมเศร้าอย่างน้อย 1 ครั้ง แต่ไม่เคยมีอาการคลุ้มคลั่งมาก่อน
  • ความผิดปกติของ Cyclothymic อาการ hypomania จะพบอาการซึมเศร้าอย่างน้อย 1 – 2 ปีในเด็กและวัยรุ่น (แต่อาการจะรุนแรงน้อยกว่าภาวะซึมเศร้า)
 
ส่วนอาการประเภทอื่น ๆ อาจมาจากความผิดปกติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเกิดจากการใช้ยาหรือแอลกอฮอล์บางชนิด หรือกิดจากสภาวะความผิดปกติทางการแพทย์ เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งนี้โรคไบโพลาร์ II ไม่ได้มีความรุนแรงไปมากกว่าโรคไบโพลาร์ I แต่เป็นการวินิจฉัยแยกต่างหาก แม้ว่าอาการคลั่งไคล้ของโรคไบโพลาร์ I อาจรุนแรงและเป็นอันตราย แต่บุคคลที่เป็นโรคไบโพลาร์ II มักจะมีอาการซึมเศร้าเป็นระยะเวลานามากกว่า
 
แม้ว่าโรคไบโพลาร์สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะได้รับการวินิจฉัยในช่วงวัยรุ่น หรือช่วงวัยอายุ 20 ต้น ๆ ทั้งนี้อาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และอาการอาจแตกต่างกันไปตามระยะเวลา

ทำความรู้จักกับภาวะ Mania และ hypomania

ภาวะ Mania และ hypomania จะเป็นภาวะที่มีอาการเหมือนกัน แต่ภาวะ Mania จะมีความรุนแรงมากกว่าภาวะ hypomania และทำให้เกิดปัญหาที่เห็นได้ชัดเจนกว่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ การทำงาน การเรียน และกิจกรรมทางสังคม ตลอดจนอาจทำให้เกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์ และถ้านำไปสู่การแยกระหว่างความจริงและเรื่องเพ้อฝันไม่ออก ก็จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การสังเกตภาวะ Mania และ hypomania สามารถทำได้ โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการเหล่านี้ตั้งแต่ 3 อาการขึ้นไป

  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • กล้ามเนื้อกระตุก
  • มีความมั่นใจในตนเองที่เกินจริง
  • การนอนหลับลดลง
  • พูดเก่งผิดปกติ
  • มีความฟุ้งซ่าน
  • ตัดสินใจไปกับเรื่องต่าง ๆ ได้ไม่ดี เช่น ตัดสินใจลงทุนไปกับบางอย่างโดยที่ไม่คิดให้ดีเสียก่อน

ทำความรู้จักกับภาวะ ซึมเศร้า (Depression)

อาการซึมเศร้า เป็นอีกหนึ่งอาการที่ทำให้การทำกิจกรรมในแต่ละวันลำบากอย่างเห็นได้ชัด เช่น การไปทำงาน การไปโรงเรียน การเข้ากิจกรรมทางสังคม หรือมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ต่าง ๆ โดยสังเกตได้ถ้ามีอาการมากกว่า 5 อย่างนี้ปรากฎขึ้นมา 

  • มีอารมณ์ซึมเศร้า เช่น รู้สึกเศร้า ว่างเปล่า สิ้นหวัง หรือน้ำตาไหล (ในเด็กและวัยรุ่น อารมณ์ซึมเศร้าอาจปรากฏเป็นความหงุดหงิด)
  • หมดความสนใจหรือไม่มีความสุขในกิจกรรมทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด
  • น้ำหนักลดอย่างมาก เพราะไม่อยากทานอาหาร หรือน้ำหนักขึ้นอย่างมาก เพราะกินแบบไม่หยุด หรือความอยากอาหารลดลงหรือเพิ่มขึ้นสลับกันไป
  • นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป
  • กระวนกระวายใจหรือมีพฤติกรรมเชื่องช้า
  • มีความเหนื่อยล้าหรือรู้สึกสูญเสียพลังงาน
  • มีความรู้สึกไร้ค่าหรือรู้สึกผิดมากเกินไป
  • ความสามารถในการคิดหรือมีสมาธิลดลง
  • คิดวางแผนหรือพยายามฆ่าตัวตาย

อาการอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงภาวะโรคไบโพลาร์

นอกเหนือไปจากอาการที่อูก้าได้กล่าวมาในข้างต้น สัญญาณและอาการของโรคไบโพลาร์ 1 และไบโพลาร์ 2 อาจรวมถึงลักษณะอื่น ๆ ด้วย เช่น มีความวิตกกังวล เศร้าโศก โรคจิต หรืออื่น ๆ ระยะเวลาของอาการที่เกิดขึ้นสามารถสลับกันไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้อาการไบโพลาร์อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ได้อีกด้วย

เมื่อไหร่ถึงควรไปพบแพทย์?

ถึงแม้จะมีอารมณ์สุดขั้ว แต่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ก็มักจะไม่รู้สึกว่าตนเองผิดปกติอะไร จึงทำให้ไม่ได้สนใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และก็ไม่ได้เข้ารับการรักษา นอกจากนี้หลาย ๆ อาจจะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ และมีพลังในการทำงานอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น (ในยามที่สมองกำลังเข้าสู่ช่วง Mania และ hypomania) แต่อย่างไรก็ตาม ความอิ่มอกอิ่มใจนี้มักตามมาด้วยความหดหู่ทางอารมณ์ เหนื่อยล้า ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นช่วงที่ทำให้คุณรู้สึกแย่มาก

คำแนะนำจากอูก้า คือ หากคุณมีอาการซึมเศร้าหรือคลุ้มคลั่งมากจนเกินพอดี แนะนำให้เข้ารับการปรึกษาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพราะโรคไบโพลาร์ไม่สามารถดีขึ้นเองได้ ดังนั้นการเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ จะสามารถทำให้คุณควบคุมอาการได้ ซึ่งในปัจจุบันก็มีวิธีการรักษาที่หลากหลายเลยทีเดียว และคุณจะได้กลับมามีอารมณ์ที่ปกติ ได้เป็นตัวเองอย่างมั่นใจ และไม่ว่าชีวิตจะส่งบททดสอบอะไรมาให้ ขอให้คุณมั่นใจไว้นะว่าคุณจะผ่านไปได้เสมอ

อ้างอิง: mayoclinic.org

แชร์บทความนี้ ให้คนที่ห่วงใย

ooca
ooca
บทความด้านสุขภาพจิตหลากหลายด้าน เป็นคลังความรู้ให้คุณได้อ่านและพร้อมรับมือกับทุกปัญหา
สนใจปรึกษานักจิตวิทยา
แบบนั่งคุยจากที่บ้าน
ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลย
อูก้าเป็นกำลังใจให้นะ!
แอดเลย Line Official
สัญญาณควรพบจิตแพทย์

3 อาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณควรพบจิตแพทย์

เคยสงสัยกันไหมว่า เราต้องมีอาการอย่างไร ถึงควรจะไปพบจิตแพทย์ อูก้าอยากชวนเพื่อนๆ สังเกตตัวเองว่า เราต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือเปล่า

Eating Disorder โรคการกินผิดปกติ

Eating Disorder โรคการกินผิดปกติ คืออะไร อันตรายถึงชีวิต?

Eating Disorder โรคการกินผิดปกติอันตรายถึงชีวิต โรคนี้มีหลายประเภท หลายสาเหตุ มาทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันและรักษาให้ห่างจากโรคนี้กัน

ขอบคุณที่ติดตามข้อมูลข่าวสารจากเรา

อูก้า เรื่องของใจ ให้เรารับฟัง

ooca It’s okay we’ll listen

ฟีเจอร์ใหม่มาแรง! 💊 ปรึกษาจิตแพทย์ผ่านอูก้า รับยาที่บ้านได้แล้ววันนี้

ฟีเจอร์ใหม่มาแรง! 💊

ปรึกษาจิตแพทย์ผ่านอูก้า รับยาที่บ้านได้แล้ววันนี้